บทที่ 6 อยู่ด้วยกันเลยไหม?
ตุลย์ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองพรวดใหญ่ ดวงตาคมเบิกกว้างจนแทบถลน...
ยัยผู้หญิงคนนี้! หน้าตาก็เหมือนรูปปั้นหินอ่อน แต่ทำไมคำพูดคำจาถึงได้ฉีกลุคกระจุยกระจายขนาดนี้วะเนี่ย!
ตุลย์ยังคงยืนถือกระดาษแผ่นสำคัญในมือ สติสตางค์ที่กระเจิดกระเจิงไปตั้งแต่ประโยค ‘เซ็กส์ก็สำคัญ’ ของภรรยาป้ายแดงเมื่อครู่ยังไม่ทันเข้ารูปเข้าลอยดี ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ หันไปมองหน้าหญิงสาวที่ยืนกอดอกนิ่งสนิท ราวกับเธอไม่ได้เพิ่งพูดจาสุดแซ่บทำลายล้างหัวใจท่านประธานอย่างเขาไปเมื่อนาทีที่แล้ว
เธียรยื่นมือเรียวสวยออกไปดึงใบทะเบียนสมรสจากมือของตุลย์มาพับเก็บใส่กระเป๋าสานอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ทำให้สมองระดับซีอีโอวัยสามสิบสี่ต้องรีบประมวลผลใหม่อีกรอบ
“แล้วนี่... คุณจะให้ฉันย้ายข้าวของไปอยู่ห้องเช่าของคุณเลยไหมคะ?”
เธียรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเขินอายใดๆ ผิดกับมนุษย์เมียป้ายแดงทั่วไปลิบลับ ดวงตากลมโตมองสำรวจเสื้อยืดคอย้วยและกางเกงยีนส์ขาดๆ ของสามีด้วยความจริงจัง
“หรือว่า... เราควรจะรอให้ผู้ใหญ่ทางฝั่งคุณจัดการผูกข้อมือทำพิธีเล็กๆ ตามประเพณีก่อนดีคะ? เอาแบบเฉพาะพ่อแม่สองฝ่าย ไม่ต้องจัดงานใหญ่โตเปลืองเงินหรอกค่ะ แค่จดทะเบียนแล้วกินข้าวร่วมกันก็พอ หรือถ้ามันยุ่งยากนัก... จะเลื่อนพิธีการออกไปก่อน แล้วฉันย้ายไปอยู่ห้องเช่ากับคุณเลยดีคะ?”
คำถามรัวเป็นชุดของเธียรทำเอาตุลย์ถึงกับอ้าปากพะงาบๆ
เดี๋ยวนะ... ผู้หญิงอะไรเนี่ย!
ตุลย์กรีดร้องในใจ สติที่เพิ่งกลับมาหลุดลอยหายไปอีกรอบ ปกติแล้วผู้หญิงที่ไหนเขาจะมานั่งวางแผนชีวิตคู่ ย้ายเข้าห้องเช่ารูหนู หรือจัดงานแต่งงานเล็กๆ กับผู้ชายถังแตกแบบไม่สะทกสะท้านต่อสถาการณ์เศรษฐกิจขนาดนี้ แถมยังพูดจาคล่องแคล่วราวกับกำลังปรึกษาเรื่องซื้อผักสวนครัวในตลาดสด ไม่ใช่การแต่งงานชั่วข้ามคืน
ในมุมมองของตุลย์ หัวใจของเขากำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกทึ่ง ปนระคนเอ็นดูและท้าทายตีรวนกันมั่วไปหมด เดิมทีเขาตั้งใจจะแค่แกล้งจน เพื่อปัดรังควานเรื่องแต่งงาน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้เขามีภรรยาถูกกฎหมายแถมยังเป็นพนักงานในบริษัทตัวเอง ที่พร้อมจะกระโดดลงเรือลำเดียวกันกับเขาโดยไม่แคร์ว่าในกระเป๋าจะมีเงินกี่บาท!
ถ้าแม่รู้ว่าผู้หญิงที่สุ่มจิ้มมาคือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนภายใต้ความมึนเอาไว้เต็มพิกัดแบบนี้ แม่คงหัวใจวายตายจริงๆ แน่
ตุลย์คิดพลางลอบกลืนน้ำลาย ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงมาดท่านประธานกลับคืนมา แม้ว่าชุดที่ใส่จะให้ฟีลกรรมกรก่อสร้างมากกว่าผู้บริหารก็ตาม เขาจ้องมองใบหน้าเรียบเฉยของเธียร แววตาคมกริบฉายประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง
“เรื่องงานแต่ง…” ตุลย์ลากเสียงยาว แกล้งทำเป็นตีหน้าเศร้าเพื่อลองใจภรรยาป้ายแดง “ในเมื่อผมถังแตกขนาดนี้ คงไม่มีปัญญาจัดงานอะไรให้คุณหรอกครับคุณเธียร แค่เงินค่าเช่าห้องเดือนนี้ยังต้องลุ้นเลย... ส่วนเรื่องย้ายไปอยู่ด้วยกัน…”
ชายหนุ่มเว้นวรรค ขยับเข้าไปใกล้ร่างบางอีกนิด กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของเธอปะทะจมูกจนตุลย์ต้องแอบสูดหายใจลึก เขาก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าชิดริมหู
“ถ้าคุณรีบ... คืนนี้เลยเป็นไงครับ ย้ายมานอนเตียงเหล็กห้องผมเลย... เราจะได้รีบมาทำเรื่องสำคัญกับชีวิตคู่อย่างที่ภรรยาว่าเมื่อกี้ไงครับ หืม?”
เธียรชะงักไปนิดเมื่อใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้จนเกินระยะปลอดภัย หัวใจดวงน้อยที่ปกติเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเกิดกระตุกวูบขึ้นมาแปลกๆ แต่ภายนอกเธอยังคงรักษาฟอร์มทำหน้าตายได้อย่างเหนียวแน่น
ทำไมต้องหล่อได้เปลืองขนาดนี้ด้วย…
หญิงสาวเอื้อมมือขึ้นมาดันแผงอกกว้างของสามีออกห่างเบาๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทชนิดที่ทำเอาคนหยอดแทบสำลัก
“ไม่ต้องมาทำเจ้าชู้เลยค่ะ... เรื่องย้ายของน่ะ เดี๋ยวเลิกงานพรุ่งนี้ฉันจัดการเอง ส่วนเรื่อง ‘เรื่องสำคัญ’ ที่พูดเมื่อกี้…” เธียรหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด “ถ้าลีลาห่วยแตกเหมือนสภาพเสื้อที่คุณใส่ตอนนี้ ฉันจะยึดเงินค่าขนมคุณจริงๆ ด้วย!”
พูดจบ เธียรก็หันหลังเดินฉับๆ ไปที่ป้ายรถเมล์หน้าสำนักงานเขต ทิ้งให้ท่านประธานหนุ่มยืนเกร็งค้างอยู่กลางแดดร้อนเปรี้ยง
ตุลย์มองตามแผ่นหลังบางของภรรยาป้ายแดงที่เดินลิ่วๆ ไปอย่างไม่รอช้า ก่อนที่มุมปากหยักจะได้รูปจะค่อยๆ ยกยิ้มกว้างขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
ให้ตายเถอะ... ยัยนี่มันน่าสนุกเป็นบ้าเลยว่ะ!
เสียงรถเมล์สายแปดเบรกเอี๊ยดอ๊าดจนฝุ่นตลบริมฟุตบาท กลิ่นควันไอเสียและไอร้อนระอุจากถนนผสมปนเปกันจนชวนเวียนหัว เธียรก้าวขึ้นบันไดรถโดยสารด้วยท่าทางคล่องแคล่วราวกับใช้บริการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่างจากท่านประธานหนุ่มที่ชีวิตนี้คุ้นเคยแต่เบาะหนังนุ่มของรถสปอร์ตยุโรปหรือรถประจำตำแหน่งหรูหรา ตุลย์ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงประตูทางขึ้น ทำหน้าเหยเกเมื่อเห็นสภาพแออัดยัดเยียดของผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่ด้านใน
แต่พอเห็นภรรยาป้ายแดงเดินหายลับเข้าไปท่ามกลางฝูงชน สัญชาตญาณความเป็นสามี (ที่เพิ่งมีได้ไม่ถึงชั่วโมง) ก็สั่งให้เขาสลัดมาดประธานทิ้งทันที
“เฮ้ย! เมียจ๋า! รอด้วย!”
ตุลย์ตะโกนลั่นรถเมล์ชนิดไม่ห่วงภาพลักษณ์ผู้บริหารร้อยล้าน ขาวยาวๆ รีบก้าวกระโดดขึ้นบันไดตามหลังเธียรไปติดๆ ก่อนที่กระเป๋ารถเมล์จะส่งเสียงหวีดแหลม “ถอยหลังหน่อยค่า! ข้างในยังว่าง!” แล้วโบกมือไล่ให้เขาเข้าไปด้านใน
สภาพบนรถเมล์ช่วงเย็นอัดแน่นไปด้วยมนุษย์เงินเดือนและนักเรียนที่กำลังเดินทางกลับบ้าน ตุลย์ถูกแรงกระแทกจากผู้โดยสารคนอื่นจนเซถลาไปชนกับเบาะแถวหลัง แขนยาวๆ ต้องยกขึ้นกั้นผู้ชายตัวโตหน้าตาถมึงทึงที่กำลังจะเบียดเข้ามาใกล้เธียร
“หลบๆ หน่อยครับ…”
ตุลย์เอ่ยเสียงเข้ม แววตาคมกริบฉายแววดุดันโดยสัญชาตญาณของการปกป้อง เผยกลิ่นอายความเป็นผู้บริหารสุดเนี้ยบออกมาแวบหนึ่งจนคนข้างๆ ต้องรีบเบี่ยงตัวหลบ
รถเมล์กระชากตัวออกตัวอย่างแรงจนผู้โดยสารโคลงเคลงไปตามๆ กัน เธียรที่ยืนเกาะห่วงราวเหล็กอยู่ด้านหน้าเสียหลักเล็กน้อย ร่างบางกำลังจะหงายหลังล้มไปกระแทกกับราวเหล็ก
หมับ!
ไวเท่าความคิด ท่อนแขนแข็งแรงพุ่งเข้าไปคว้าเอวคอดกิ่วของเธอเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ตุลย์ดึงร่างบางเข้ามาแนบชิดติดแผ่นอกแกร่งของตัวเองทันที แรงเหวี่ยงของรถทำให้แผ่นหลังบางแนบสนิทกับตัวเขาแทบไม่มีช่องว่าง ทุกส่วนสัมผัสกันจนรับรู้ถึงไออุ่นและจังหวะหัวใจที่เต้นรัว
เธียรสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวพยายามจะขยับตัวถอยห่างเพราะไม่ชินกับการถูกเนื้อต้องตัวใกล้ชิดขนาดนี้ แต่พื้นที่บนรถเมล์แทบไม่เหลือให้ขยับ ยิ่งเธอขยับหนี อ้อมแขนแกร่งที่โอบรอบเอวเธอกยิ่งกระชับแน่นขึ้น ราวกับเขากำลังสร้างเกราะคุ้มกันเธอจากความวุ่นวายรอบตัว
“ยืนดีๆ สิครับเมีย... เดี๋ยวก็หัวคะมำหรอก” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดต้นคอจนเธียรขนลุกซู่
